web analytics
ชีวประวัติประชาสัมพันธ์

น้อมส่งสู่นิพพาน..หลวงพ่อจิตต์ จิตฺตวโร วัดเขาล้อม(ควนจง)

หลวงพ่อจิตต์ จิตฺตวโร

ขอน้อมส่งดวงวิญญาณของหลวงพ่อจิตต์ จิตฺตวโร ด้วยอาลัยยิ่ง ซึ่งท่านได้ละสังขารแล้ว เมื่อวันที่ 18 เมษา 2557

อัตชีวประวัติหลวงพ่อพระมหาจิต จิตฺตวโรวัดเขาล้อม (ควนจง) จังหวัดสงขลา จากหนังสือสารธรรมมาลัย

หลวงพ่อเล่าให้ฟัง

หลวง พ่อจิตเกิดวันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. หลวงพ่อจิตต์หรือนายสมจิตต์ วงศ์สุคนธ์ เกิดวันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2468 ปีฉลู ที่ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา 2468 ปีฉลูที่ตำบลบ่อยางอำเภอเมืองจังหวัดสงขลา หลวงพ่อเป็นลูกโทนของนายชุณห์ และนางซุ้ยถั้น วงศ์สุคนธ์ บิดาท่านรับราชการ กรมโลหะกิจ กระทรวงเกษตร นายสมจิตต์เป็นนักเรียนเรียนดี และได้รางวัลหมั่นเรียนในปี พ.ศ. 2477 และปี พ.ศ. 2479 จังหวัดสงขลา จนจบชั้น ม.8 และสอบได้เตรียมแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่เรียนได้ 1 ปี ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เรียนได้ 1 ปีก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้ย้ายไปเรียนที่อยุธยา

หลัง จากนั้นได้กลับมาที่สงขลาทำงานที่โรงน้ำแข็งที่ข้างวัดโพธิ์ (เป็นโรงน้ำแข็งของหลวงประธานราษฎร์นิกร) นายสมจิตต์ ในขณะนั้นเป็นคนที่เกเร มีเงินเดือน 1000 บาท แต่ใช้ 10000 บาท เอาเงินไปเที่ยว ชอบเที่ยวในบาร์ที่มีเหล้าขายและมีสหายสนิทในโรงเรียนชื่อ คุณประพันธ์ สาลิฟา หรือบังแอ ขณะเที่ยวได้นำเงินในบริษัทไปใช้ 100,000 บาท แล้วนายสมจิตต์ ก็ได้หนีไป ในที่สุดพ่อของนายสมจิตต์ก็ได้นำเงินมาชดใช้ให้จนหมด การเป็นหนี้จำนวนนี้ทำให้นายสมจิตต์เกิดอาการเบื่อโลก น้าช้องที่เป็นป้าของนายสมจิตต์ ได้ขอร้องให้บวช 1 เดือน นายสมจิตต์ยอมบวช ทำให้พ่อและแม่ของนายสมจิตต์ดีใจมากที่ลูกจะได้รับการขัดเกลาในทางธรรม

ตอน ที่หลวงพ่อบวชที่วัดกลาง พวกเพื่อนนักเลงสุราพากันคิดว่าพอออกพรรษาแล้วหลวงพ่อจะสึก พากันมานัดแนะกันว่าจะไปกินสุราที่ไหน เที่ยวกันที่ไหนดี กับหลวงพ่อในวัด พอสหายแยกจากกันหลวงพ่อก็เดินเข้าไปนั่งสมาธิในโบสถ์ ในวัดกลางตอนใกล้ๆ เที่ยง นั่งประมาณ 2-3 ชั่วโมง พอลืมตาก็ถึงเวลาทำวัตรเย็น หลังจากนั้นทุกวันพอฉันเช้าเสร็จหลวงพ่อก็นั่งสมาธิอยู่ในโบสถ์หลายๆ ชั่วโมง มีกิจวัตรแบบนี้อยู่หลาย ๆ วัน ก็รู้สึกว่ามีเสียงกระทบจนต้องหนีไปอยู่ในป่า หลวงพ่อก็ได้ขึ้นรถยนต์จากหน้าวัดกลางมาลงที่ตำบลควนหิน(ตำบลควนหินเป็นจุด กลางระหว่างอำเภอหาดใหญ่กับ จังหวัดสงขลา ระยะทางประมาณ 25-30 กิโลเมตร) จากนั้นท่านก็เดินไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าจะไปทางไหน จนถึงตำบลนาม่วง พบตาผ้าขาวชื่ออาบ แกได้พามาอยู่ตำบลควนจง ที่นั่นไม่มีพระเลย หลวงพ่อจึงได้อยู่กับตาผ้าขาว 2 คนหลวงพ่อได้เอาบาตรมาด้วย 1 ลูกตอนเช้าออกบิณฑบาตพบตาเซ็งเอาข้าวเหนียวมาให้ 1 ก้อนทำให้หลวงพ่อยังชีพอยู่ได้เวลานอนท่านก็ไม่ได้นอนที่กุฏิยอมนอนที่ใต้ ต้นไม้มีชาวบ้านเอาเสื่อมา ให้ท่านก็นอนทำสมาธิ

จนปี พ.ศ. 2499 หลวงพ่อลีมาจำพรรษาที่วัดควนมีด ตำบลควนมีด ท่านได้ทักทายว่า”ยังไม่ตายทีหรือ”กับหลวงพ่อ ในปี พ.ศ. 2500 ได้มีการบวชพระและเณร 2500 รูป (25 ศตวรรษ) พร้อมด้วยผ้าขาวและอุบาสกอุบาสิกาผู้ถือศีลทั้งหมดหลายร้อยหลายพันคน บวชที่ชายทะเลสมุทรปราการ โบสถ์ 1 บวช 1 โดยเอาเรือทำเป็นอุโบสถน้ำ จนกระทั่งการบรรพชา ได้ลุล่วงไป มีเงินเหลือมากถึง 3-400,000 บาท จึงได้คิดสร้างอุโบสถขึ้นเพื่อเป็นที่ประกอบสังฆกรรมต่างๆ จากนั้นหลวงพ่อทั้งสองก็แยกกัน โดยหลวงพ่อจิตต์ได้กลับได้กลับมาอยู่ที่วัดควนจงหลายพรรษา

พ.ศ. 2503-2504 ท่านพ่อลีจะฝังลูกนิมิตที่วัดอโศการาม จึงได้เขียนจดหมายบอกหลวงพ่อจิตต์ให้มาช่วยกันตามธรรมเนียมของพระป่า เมื่อท่านพ่อลีอาพาธ หลวงพ่อจิตต์ได้รับอนุญาตให้ดูแลท่านพ่อลี ขณะที่ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลพระปิ่นเกล้า เมื่อท่านพ่อลีหายป่วย หลวงพ่อก็ได้กลับมาที่วัดควนจง กลับมาได้ไม่นานสหายธรรมก็ส่งข่าวมาว่าหลวงพ่อลีสิ้นแล้ว จึงได้ไปช่วยงานที่วัดอโศการาม ที่ผ่านมาหลวงพ่อจิตต์ก็ไม่ได้อบรมกับท่านพ่อลีนานเท่าไรนัก แต่ทางโลกเขาได้สมมุติว่าหลวงพ่อเป็นศิษย์ท่านพ่อลี บางครั้งที่วัดควนจงเกิดไฟไหม้หมายถึงการเกิดกิเลสในหัวใจทำให้ความปกติของ ภิกษุหายไป ใจของเจ้าของนั้นไม่สามารถรู้ว่าตั้งแต่บวชมานี้ ได้มีสมาธิเกิดเท่าไร เรื่องทุกข์เป็นเรื่องที่ละเอียด หลวงพ่อไม่เคยรับคำพูดจากท่านพ่อลี เพราะเวลาเช้าตอนอยู่กับท่าน ท่านก็ไม่ได้คุยอะไร (ครูบาอาจารย์จะพูดอะไรสักคำหนึ่งยากมาก เอาของจริงมาพูดก่อนดีกว่า ศาสนาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ท่านต้องมีความดีพิเศษรู้ว่าลูกศิษย์คิดอย่างไร ถ้าสอนไปแล้วคำพูดนี้จะได้ผลหรือไม่ ลูกศิษย์มีความดีที่จะละทุกข์หรือยัง เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ครูบาอาจารย์จะทำได้แต่ละองค์)

หลังจากที่ท่านพ่อลีเสียแล้ว เงินทองที่ได้จากการทำบุญก็ได้นำมาสร้างเจดีย์จนเสร็จสมบูรณ์ตามประสงค์ของ ท่านพ่อลีทุกประการ ชีวิตของหลวงพ่อที่ไม่มีท่านพ่อลี หลวงพ่อก็มาอยู่ที่วัดควนจงต่อไป แต่เมื่อไม่มีพี่เลี้ยงคอยชี้แนะ จึงหลบหนีออกจากวัดไปอยู่ในป่าในเขา เพื่อเอาความดีเอาชนะความทุกข์ที่ใจเป็นเวลาหลายปี ต้องการที่จะรู้ทุกข์เห็นทุกข์เห็นความจริงว่าร่างกายนี้เป็๋นทุกข์ จะรู้ความจริงนี้ได้ต้อง อาตาปี สัมปชาโณ คือการทรมานความทุกข์ที่ปิดบังอยู่นั้นให้ออกจากใจ หากจะเอาชนะยอดทุกข์ คือความกลัวตาย ต้องเอาความดีเข้าแลก เอาความดีที่สะสมนี้มาเอาชนะความทุกข์ บางครั้งเพื่อให้เห็นทุกข์ กายที่สบายอยู่นี้ ปิดบังไม่ให้เห็นความกลัวคือไม่สบาย เมื่อร่างกายได้รับความทรมาน เช่นการไม่กินข้าวหลายวัน เนื้อน้อยลง จะเดินเหินก็ไม่สะดวก ร่างกายไม่มีอาหารก็เกิดอาการอ่อนเพลีย เพื่อให้เห็นความจริงที่ว่า ร่างกายนี้เป็นก้อนทุกข์เป็นความจริง เรียกว่าไล่หลงตรงพุทธก็เลิกกันไป ถึงแม้ว่าร่างกายนี้จะไม่สบาย ล้มลุกคลุกคลานมีชีวิตที่ทุกข์ทรมาน ในภาษาพระจะเรียกว่า มีปิติในธรรมที่เห็นความจริง ซึ่งต้องต่อสู้กันก่อนจิตจึงค่อยรู้ความจริง จิตเก่าเราสู้ไม่มีถอย ความดีก็ชนะความทุกข์ได้เหมือนกัน ในที่สุดก็ happy ending คำนี้มิใช่จะเกิดได้กับทุกดวงใจโดยฉับไว แต่ต้องคอยอำนาจเหตุดี กำลังของเหตุดีสมบูรณ์เมื่อไรจึงจะค่อยพิชิตได้ การต่อสู้ครั้งนี้ต้องมีหลักใจ คือ ไล่หลงตรงพุทธ บริสุทธิ์แน่นปั๋ง ตราบใดที่กลัวความทุกข์ ความหลงทุกข์ยังอยู่ก็ต้องสู้กันต่อไป โดยการไล่หลงที่ความทุกข์ให้ความสำคัญมั่นหมายว่าไม่สบาย พวกเราได้สร้างความดีมามากน้อย ขอให้ตั้งใจ ตั้งชัยชนะที่ดวงใจ ก็ละทุกข์สมปรารถนาเทอญ

เชื่อมต่อไปยัง บทความต้นฉบับ

Facebook Comments
แบ่งปันลิงค์นี้ :